เจาะบทบาทกับภารกิจสำคัญของสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ
- answernewsonline
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

คอลัมน์พิเศษของสมาคมฉบับนี้ จะพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กับบริบทสำคัญต่อการขับเคลื่อน ควบคู่การยกระดับแวดวงผู้รับเหมาก่อสร้างของประเทศไทยสู่ระดับสากล
คุณลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ Answer News Industrial Magazine ถึงบทบาทของสมาคม ว่า สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปัจจุบันสมาคมมีอายุ 97 ปี ภารกิจหลักคือเราเป็นผู้ประกอบการงานก่อสร้างในประเทศไทยทั้งงานภาครัฐและงานภาคเอกชน โดยมีสมาชิกของสมาคมฯ ประมาณ 500 บริษัท กลุ่มสมาชิกเหล่านี้ดูแลงานก่อสร้างประมาณ 90 – 95% ของมูลค่างานก่อสร้างในประเทศไทย
วิสัยทัศน์หลักๆ ของสมาคมฯ เราต้องการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการก่อสร้างไทย ครอบคลุมไปถึงการยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้าง ยกระดับเรื่องคุณภาพงาน ความปลอดภัย ควบคู่การสร้างการแข่งขันที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และให้สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้อีกด้วย
สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานเอกชนอื่นๆ รวมถึง Supply Chain ต่างๆ ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้างเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่ง Supply Chain ของอุตสาหกรรมก่อสร้างมีขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่เจ้าของโครงการ ผู้ออกแบบ ยาวไปถึงกลุ่มผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง การขนส่ง logistics แรงงาน และผู้บริโภค รวมทั้งมีกฏหมาย ระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ดังนั้นการจะพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างได้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเดินไปด้วยกัน เช่น ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ประชาชนได้สิ่งปลูกสร้างที่มีคุณภาพ และผู้รับเหมาก็ต้องสามารถอยู่ได้ มีการบังคับใช้กฏหมาย ระเบียบที่มีความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน และต่อประเทศเป็นหลัก เราต้องการให้อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบเป็นส่วนหนึ่งของโลก อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก ดังนั้นเรื่องสิ่งแวดล้อม และการหาแนวทางให้อุตสาหกรรมก่อสร้างลดการผลิตก๊าซเรือยกระจกก็เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ระยะไกลของสมาคมฯ
การขับเคลื่อนของสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ต้องอาศัยปัจจัยหลายส่วน ประการแรก สมาคมฯ ต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐที่จะแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมก่อสร้าง เรามีการประสานงานสมาคมก่อสร้างในต่างประเทศหลายๆ แห่ง เพื่อดูแนวทางในการดำเนินงาน แล้วนำเอาโมเดลเหล่านั้นมาปรับใช้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทย พร้อมกับนำมาเสนอต่อภาครัฐเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เราพยายามผลักดันในระดับนโยบายที่จะมีผลต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม คืออุตสาหกรรมก่อสร้างมีความซับซ้อน ปัญหาของผู้รับเหมางานเอกชนก็แตกต่างจากผู้รับเหมางานรัฐ ดังนั้นสมาคมฯก็พยายามทำให้ครอบคลุมทั้ง 2 กลุ่ม เช่น ผู้รับเหมางานเอกชนมักเจอปัญหาเจ้าของงานไม่จ่ายเงินหรือจ่ายล่าช้า เราก็พยายามผลักดันให้มีการใช้ “Escrow Account” เพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้รับเหมาเมื่อทำงานต้องได้ค่าตอบแทน หรือในส่วนผู้รับเหมาที่รับงานภาครัฐ เราก็พยายามผลักดันให้มีระเบียบการบริหารสัญญาที่เป็นธรรม ตลอดจนเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ เช่น ช่วงนี้ที่แรงงานเพื่อนบ้านเดินทางกลับบ้านตามที่เป็นข่าว สมาคมฯสนับสนุนและผลักดันให้ภาครัฐเปิดลงทะเบียนเอาแรงงานที่ผิดกฎหมายให้มาขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมก่อสร้างหยุดชะงัก อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีมูลค่างานประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ดังนั้นถ้าหยุดชะงักก็จะกระทบเศรษฐกิจของประเทศด้วย สมาคมฯจึงมีหน้าที่เข้าไปพูดคุย และผลักดันที่จะทำให้ผู้ประกอบการทำงานเดินหน้าต่อไปได้

นอกจากนี้เราพยายามทำภารกิจอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมในแง่ Soft Side โดยเข้าไปร่วมมือกับมูลนิธิเครือข่ายพัฒนาบ้านเด็ก ในการขับเคลื่อนโครงการ Building Social Impact Initiative (BSI) ในการจัดทำคู่มือและช่วยเผยแพร่คู่มือการบริหารจัดการแคมป์คนงานก่อสร้างเพื่อให้ผู้หญิง และเด็ก ที่อยู่ภายในแคมป์มีคุณภาพชีวิตที่ดี เด็กต้องได้รับการศึกษา ฉีดวัคซีน และการรักษาโรคที่ดี และคนงานผู้หญิงต้องปลอดภัย นอกจากนี้เรายังร่วมให้ความเห็นกับ International Labour Organization หรือ ILO ในการพัฒนาแรงงาน ถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่เราดำเนินการอยู่
คุณลิซ่า กล่าวถึงกรณีที่บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจก่อสร้างในประเทศไทย โดยบอกว่า บริษัทต่างชาติที่เข้ามาทำงานรับเหมาในไทยมีทั้งแบบที่เข้ามาอย่างถูกกฏหมายและผิดกฏหมาย และประเทศไทยมีจุดอ่อนคือเราน่าจะเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่มีการให้ License ใบอนุญาตประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ส่งผลให้ทุกคนสามารถตั้งบริษัทประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้อย่างเสรีโดยไม่มีหลักเกณฑ์ กลายเป็นช่องว่างให้เกิดบริษัทที่ไม่มีคุณภาพ ตั้งมาเพื่อกินหัวคิว รวมไปถึงการเป็น Nominee ให้ผู้รับเหมาข้ามชาติ ซึ่งต้องบอกว่าประเทศไทยไม่ได้อะไรจากกลุ่มผู้รับเหมาต่างชาติที่เข้ามาอย่างผิดกฏหมายเหล่านี้เลย เพราะเขาขนมาทุกอย่างทั้งวัสดุก่อสร้างและแรงงาน ในขณะที่ถ้าเราสร้างระบบให้เขาเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย อาจจะทำให้เกิด technology transfer พร้อมทั้งอาจกำหนดเงื่อนไขอื่นๆเช่น การต้องใช้วัสดุก่อสร้างที่ผลิตในประเทศมากขึ้น ต้องจ้างแรงงานไทย เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น และจะเป็นผลดีต่อประเทศไทยในระยะยาว สมาคมฯมองว่าสิ่งที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คือ การมี พรบ.วิชาชีพก่อสร้าง ให้มีองค์กรกลางที่กำกับ ดูแล ยกระดับ กำหนดทิศทางก่อสร้าง รวมถึงให้ใบอนุญาตประกอบประกอบธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งจะช่วยยกระดับผู้รับเหมาก่อสร้างและอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทยโดยรวม สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ทางสมาคมฯ ผลักดันในระยะยาว
สำหรับโครงการในปี 2569 นอกเหนือจากสิ่งที่เราทำกันมาตลอดที่กล่าวไปแล้ว งสมาคมฯ วางแผนที่จะจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น การสัมนาระเบียบใหม่ๆที่ภาครัฐออกมาควบคุมผู้ประกอบการ การอบรมเรื่องคู่มือการบริหารจัดการแคมป์คนงานก่อสร้าง รวมถึงเราจะมีงานประชุมสมาพันธรับเหมาก่อสร้าง “IFAWPCA Convention เป็นงานที่รวบรวมผู้รับเหมาก่อสร้างในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิคตะวันตกทั้งหมด 18 ประเทศ โดยในปีหน้าประเทศไทยจะกลับมาเป็นเจ้าภาพในรอบ 22 ปี งานจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี ซึ่งภายในงานจะมีผู้รับเหมาต่างชาติเข้าร่วมประมาณ 700 คน เราจะมีหัวข้อการเสวนาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงข้อกำหนด กฎหมายต่างๆ ว่าในต่างประเทศเป็นอย่างไร ทำกันอย่างไร มีองค์กรกลางรองรับแล้วมีข้อดีอย่างไร รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีก่อสร้างที่ทางสมาคมฯ พยายามผลักดัน เป็นต้น

ส่วนเรื่องเทคโนโลยีกับแวดวงอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก การจะนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องมีการลงทุน ซึ่งบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหา ส่วนบริษัทระดับกลางไปจนถึงบริษัทขนาดเล็กซึ่งเป็นส่วนมากในประเทศไทย จะยังไม่ค่อยลงทุนด้านเทคโนโลยี คือมีเอามาใช้ค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำไรที่เหลือจากการทำงานโดยเฉพาะงานภาครัฐไม่มากพอที่จะนำมาลงทุนในเทคโนโลยี หรือ R&D สมาคมฯ กำลังผลักดันและดำเนินการอยู่เพื่อให้เห็นความสำคัญและอยากให้มองว่าเป็นการลงทุนในระยะยาว จากที่ได้มีการพูดคุยในหลายๆ ประเทศ จุดเริ่มต้นที่จะนำเอาเทคโนโลยีไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างจะต้องมีการผลักดันและส่งเสริมจากภาครัฐ คือ ภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้น หรือออกมาตราการบางอย่างที่เป็นการชักจูง ผลักดันให้ใช้ เช่น การนำ Building Information Management หรือ BIM มาใช้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องความปลอดภัย รวมถึงลดขยะที่เกิดจากการก่อสร้างได้ค่อนข้างสูง
“ในฐานะที่เป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สิ่งที่อยากเห็นที่สุดคือการมีองค์กรกลางที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ซึ่งองค์กรกลางนี้จะทำหน้าที่ในการกำหนดทิศทาง กำกับ ดูแล ควบคุมจรรยาบรรณ รวมไปถึงออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งทั้งหมดจะทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างพัฒนาขึ้น เราจะได้ผู้รับเหมาและได้ของที่มีคุณภาพ เชื่อว่าถ้าทำได้ประเทศชาติและประชาชนจะได้ประโยชน์มากที่สุด
อีกอย่างคืออยากให้บุคคลภายนอกมองผู้รับเหมาก่อสร้างต่างไปจากเดิม แน่นอนว่าการที่จะขอให้มองเราต่างจากเดิม เราก็ต้องปรับปรุงตัวเอง ต้องพัฒนาศักยภาพตัวเองบนพื้นฐานที่เราสามารถทำได้ ต้องเริ่มต้น ในแง่ของสมาคมฯ เราพยายามผลักดันให้อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นอุตสาหกรรมที่มี value added ต่อสังคม ยั่งยืน โปร่งใส และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ คาดหวังว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทยจะไปทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะถ้ามีองค์กรกลางเข้ามาดูแลผู้ประกอบการ” คุณลิซ่า กล่าวปิดท้าย

















ความคิดเห็น