top of page

“พี.ดี.เอ็น.คอมเมอร์เชียล” รับแรงหนุนจาก BOI เดินหน้าขยายธุรกิจ วางแผนบุกตลาดเวียดนาม

อัปเดตเมื่อ 17 ต.ค. 2566



บริษัท พี.ดี.เอ็น.คอมเมอร์เชียล จำกัด ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เพื่อขยายกิจการ เตรียมผลักดันเนื้อหมู เนื้อไก่ เจาะตลาดประเทศเวียดนาม ยกระดับธุรกิจสู่การค้าการแข่งขันในตลาดสากล


คุณผจญ ศิริวัฒนาเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี.ดี.เอ็น.คอมเมอร์เชียล จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Answer News Industrial Magazine ว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจขายเนื้อหมู เนื้อไก่ รวมถึงทำผลิตภัณฑ์ Marinade เกี่ยวกับหมูกระทะ ผลิตภัณฑ์แปรรูปแช่แข็ง โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Modern Trade อาทิ Makro, Big C และกลุ่ม Wholesale ทั้งหลาย ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ซึ่งการสนับสนุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในด้านการประหยัดพลังงาน ด้วยรูปแบบธุรกิจของเราที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา โดยองค์รวมของเราไม่สามารถปิดห้องเย็นได้ ส่งผลให้ช่วงเวลา On Peak ค่าไฟฟ้าสูงกว่าในช่วง Off Peakทำให้ค่าเฉลี่ยของค่าไฟสูงกว่าปกติ เราจึงหันมาติดตั้ง Solar Cell โดยได้รับการสนับสนุนจาก BOI มูลค่า 4 ล้านบาท


ภายหลังจากการติดตั้ง Solar Cell ถือว่าสามารถลดต้นทุนเรื่องของค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 25 – 30% แต่การติดตั้ง Solar Cell เรามองว่าต้องคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของบริษัทฯ ซึ่งจุดคุ้มทุนที่เราคำนวณเอาไว้ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ปี



ปัจจุบัน บริษัท พี.ดี.เอ็น.คอมเมอร์เชียล จำกัด ขยายโรงงานเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นโรงงานที่มีเครื่องจักรลักษณะเดียวกันกับโรงงานที่จังหวัดสมุทรปราการ แต่ขนาดจะเล็กกว่าประมาณ 2 ใน 3 โดยโรงงานทั้ง 2 แห่ง รวมกันบริษัทฯ จะมียอดขายประมาณ 36 ล้านบาทต่อเดือน


สาเหตุที่ขยายโรงงาน นั้น เนื่องจากสำนักงานใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ไม่สามารถดำเนินการส่งสินค้าไปจำหน่ายยังพื้นที่โซนภาคตะวันออกได้ ซึ่งเรามีฐานลูกค้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โซนภาคตะวันออกที่มีจำนวนอยู่ไม่น้อย บริษัทฯ จึงขยายโรงงานที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อทำการส่งสินค้าให้กับลูกค้าของเราในโซนภาคตะวันออก ส่งผลให้ บริษัท พี.ดี.เอ็น.คอมเมอร์เชียล จำกัด บริษัทติดอันดับ 1 ใน 3 ของผู้ผลิตหลักในโซนภาคตะวันออก โดยใช้ทรัพยากรต่างๆ ในพื้นที่



คุณผจญ กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ว่า บริษัทฯ สามารถทำยอดขายแบบก้าวกระโดดจากเดิมเรามียอดขายประมาณ 80 – 100 ล้านบาท ขยับมาเป็น 300 กว่าล้านบาท โดยเราพิจารณาจากมุมที่เรามองว่า เราพิจารณาดูจากพฤติกรรมของลูกค้า ตลอดจนข้อบังคับต่างๆ ทางธุรกิจ โดยเรานำเอาข้อกำหนดนั้นๆ มาเป็นจุดแข็งของบริษัทฯ อาทิ การเปิดโรงงานที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เกิดขึ้นจากการมองในเรื่องของเกณฑ์ธุรกิจที่เกี่ยวกับตัวเนื้อหมู ซึ่งจะมีการแบ่งโซนในเขตภาคตะวันออก ที่ปลอดโรคระบาด โดยสินค้าที่อยู่นอกพื้นที่จะไม่สามารถเข้าไปจำหน่ายภายในพื้นที่โซนภาคตะวันออกได้


ส่วนแผนในระยะกลาง และระยะยาว บริษัทฯ มีสินค้าประเภทหมูปิ้ง ไก่ปิ้ง นมสด เดิมทีมีกลุ่มผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับหมูปิ้ง ไก่ปิ้งนมสด และกระจายอยู่ทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ผนวกกับโรงงานที่มีมาตรฐานสามารถ Support ให้กับลูกค้ากลุ่ม Modern Trade ได้อย่างเต็มที่ จึงได้มีการพัฒนาสินค้าให้เป็นรูปแบบ Blast Freeze ทำให้เนื้อหมู และเนื้อไก่สามารถเก็บได้ในระยะเวลาที่นานขึ้น และปลอดจากเชื้อต่างๆ



นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนบุกตลาดที่ประเทศเวียดนาม โดยภายหลังจากการทดลองตลาดที่เวียดนาม พบว่าปริมาณผู้บริโภคพึงพอใจประมาณ 90 – 95% ด้วยรสชาติของหมูปิ้งที่มีรสชาติที่คล้ายๆ กับบ้านเรา ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เวียดนามที่มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย ส่วนสาเหตุที่เลือกไปประเทศเวียดนาม ด้วยประสบการณ์ที่เคยมีโอกาสไปดำเนินธุรกิจ ทำให้ทราบถึงพฤติกรรมผู้บริโภค ตลอดจนช่องทางในการจัดจำหน่ายในตลาดของประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าประมาณปี 2568 – 2569 บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการที่ประเทศเวียดนาม


อีกทั้ง วางแผนที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อีก 2 ปี ข้างหน้าเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมทั้งในด้านกำลังพล หรือระบบต่างๆ ที่จะมาตอบโจทย์กับการดำเนินงาน อาทิ ระบบบัญชีที่เป็นไปตามมาตรฐานของตลาด โดยเราเริ่มนำเอาระบบ SAP เข้ามาบริหารจัดการภายในบริษัท


สำหรับเป้าหมายในอนาคต บริษัทฯ วางแผนที่จะทำธุรกิจรูปแบบ B2C โดยจะส่งสินค้าของเราไปถึงมือพ่อค้า แม่ค้าแผงลอย หากส่งถึงมือกลุ่มลูกค้ารายย่อยได้สำเร็จ ในอนาคตเราอาจจะทำไซซ์ หรือขนาดของสินค้าที่เล็กลงเหมาะแก่การรับประทานให้มากขึ้น รวมถึงหากมีการระดมทุนหลังเจาะเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรามองไปถึงการขยายตลาดที่ประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ ย่อมต้องใช้เงินทุนที่มหาศาล เราจึงวางแผนที่จะเปิดตลาดในเวียดนาม และตลาดในกลุ่มอาเซียนเพื่อสร้างมูลค่าของตลาด เพื่อต่อยอดไปยังตลาดประเทศจีน ซึ่งน่าจะใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี คาดว่าน่าจะเป็น GEN ต่อไปของบริษัทฯ ซึ่งเราได้วางรากฐานธุรกิจเพื่ออนาคตเอาไว้เรียบร้อยแล้ว



ดู 180 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


© สงวนลิขสิทธิ์
bottom of page